วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ได้ประกาศ “ข้อความแสดงสิทธิและหน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้าง สัญลักษณ์เตือนอันตราย และเครื่องหมายเกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน” ฉบับใหม่ในราชกิจจานุเบกษา เพื่อยกเลิกและแทนที่ประกาศฉบับเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2554 โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
ประกาศฉบับนี้ออกภายใต้มาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ถือเป็นการปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยในสถานประกอบการครั้งสำคัญที่สุดในรอบกว่า 10 ปี เพื่อให้ใกล้เคียงมาตรฐานสากลมากขึ้น บทความนี้สรุปสาระสำคัญของกฎหมาย และผลกระทบที่นายจ้าง เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.) และฝ่าย HR ควรเตรียมรับมือก่อนวันบังคับใช้
สาระสำคัญของกฎหมายฉบับใหม่
1. ขยายขอบเขตหน้าที่ดูแลของนายจ้าง ให้ครอบคลุมสุขภาพจิตด้วย
จากเดิมที่กฎหมายเน้นเรื่องการป้องกันการบาดเจ็บทางร่างกายหรืออุบัติเหตุที่อาจถึงแก่ชีวิต กฎหมายใหม่ได้มีการขยายขอบเขตให้นายจ้างต้องดูแล สุขภาพจิตและสุขภาวะโดยรวม ของลูกจ้างด้วย โดยนายจ้างต้องดูแลให้สถานที่ทำงานปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ แก้ไขสภาพที่เป็นอันตรายโดยทันที และจัดคู่มือความปลอดภัยพร้อมการฝึกอบรมทุกครั้งที่ลูกจ้างเริ่มงาน เปลี่ยนตำแหน่ง หรือต้องใช้เครื่องจักรใหม่
2. สิทธิลูกจ้างในการปฏิเสธงานเสี่ยงอันตราย
ลูกจ้างมีสิทธิโดยชัดแจ้งที่จะหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธการทำงานในสภาพที่เชื่อได้ว่าอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตหรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หากนายจ้างยังไม่ได้จัดมาตรการป้องกันที่เพียงพอ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดอุบัติเหตุก่อน หลักการนี้สอดคล้องกับอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 155 ข้อ 13
3. มาตรฐานสัญลักษณ์เตือนอันตรายและป้ายความปลอดภัย
นายจ้างต้องติดสัญลักษณ์เตือนอันตรายและป้ายความปลอดภัยให้เหมาะสมกับลักษณะงาน โดยเครื่องหมายที่ใช้ต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายรับรอง ได้แก่ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไทย (มอก.) หรือมาตรฐานสากลที่เทียบเท่า เช่น ISO, EN, AS/NZS, ANSI, JIS, NIOSH, OSHA และ KSA ข้อกำหนดนี้ส่งผลโดยตรงต่อโรงงาน คลังสินค้า ไซต์ก่อสร้าง และธุรกิจข้ามชาติที่ใช้เครื่องจักรนำเข้าหรือระบบความปลอดภัยจากต่างประเทศ เพราะการใช้สัญลักษณ์ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลช่วยให้พนักงาน ผู้รับเหมา ผู้มาเยือน และแรงงานต่างชาติ เข้าใจความเสี่ยงในพื้นที่ได้ตรงกัน โดยไม่ต้องอาศัยการตีความจากภาษาเพียงอย่างเดียว
4. การติดประกาศสิทธิและหน้าที่ตามข้อความที่กำหนด
นายจ้างต้องติดประกาศแสดงสิทธิและหน้าที่ของนายจ้าง-ลูกจ้างด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ตามถ้อยคำที่ กสร. กำหนดไว้อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นข้อกำหนดใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน
5. ค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัยเป็นภาระของนายจ้าง ห้ามผลักให้ลูกจ้าง
ประกาศระบุชัดเจนว่าค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตามกฎหมาย รวมถึงอุปกรณ์นิรภัยส่วนบุคคล (PPE) และการฝึกอบรมที่จำเป็น เป็นภาระของนายจ้างทั้งหมด จะเรียกเก็บหรือหักจากค่าจ้างลูกจ้างไม่ได้อีกต่อไป
บทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตาม
เนื่องจากประกาศนี้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 นายจ้างที่ฝ่าฝืนมีความเสี่ยงถูกจำคุกไม่เกิน 1 ปี และ/หรือปรับสูงสุดถึง 400,000 บาท ขึ้นอยู่กับลักษณะการฝ่าฝืน
เช็กลิสต์เตรียมความพร้อมก่อน 1 กรกฎาคม 2569
- ทบทวนนโยบายและเอกสารความปลอดภัย: ตรวจสอบป้ายประกาศ คู่มือความปลอดภัย และบันทึกการฝึกอบรมว่าสอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่หรือไม่
- อัปเดตป้ายและสัญลักษณ์เตือนอันตราย: เปลี่ยนหรือเพิ่มป้ายให้ตรงมาตรฐานสากลที่ประกาศรับรอง
- ติดประกาศสิทธิและหน้าที่ตามข้อความที่กำหนด: จัดทำและติดในจุดที่ลูกจ้างมองเห็นได้ชัดเจน
- จัดฝึกอบรมพนักงาน: สอนเรื่องสิทธิปฏิเสธงานเสี่ยงอันตราย และทบทวนเนื้อหาการปฐมนิเทศ
- ตรวจสอบนโยบายค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์นิรภัยส่วนบุคคล: ยกเลิกการเก็บหรือหักเงินลูกจ้างสำหรับ PPE ทุกประเภท และวางแผนงบประมาณล่วงหน้า
- จัดเก็บเอกสารหลักฐาน: บันทึกการฝึกอบรม การติดตั้งป้าย และการประเมินความเสี่ยง เพื่อพร้อมรับการตรวจจากพนักงานตรวจแรงงาน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้เมื่อไร?
A: มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569
Q: นายจ้างต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายอุปกรณ์นิรภัยส่วนบุคคลทั้งหมดหรือไม่?
A: ใช่ ตามประกาศฉบับใหม่ นายจ้างต้องเป็นผู้จัดหาและออกค่าใช้จ่ายอุปกรณ์นิรภัยส่วนบุคคลเอง จะเรียกเก็บหรือหักจากค่าจ้างลูกจ้างไม่ได้
Q: ถ้านายจ้างฝ่าฝืนจะมีความผิดอย่างไร?
A: มีความเสี่ยงต่อการฝ่าฝืน พ.ร.บ. ความปลอดภัยฯ พ.ศ. 2554 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และ/หรือปรับสูงสุด 400,000 บาท ขึ้นอยู่กับลักษณะการฝ่าฝืน
สรุป
กฎหมายความปลอดภัยฉบับใหม่ปี 2569 ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในสถานประกอบการของไทยในหลายมิติ ทั้งการขยายขอบเขตดูแลสุขภาพจิต การรับรองสิทธิปฏิเสธงานเสี่ยงอันตราย มาตรฐานป้ายเตือนภัยสากล และการกำหนดให้นายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์นิรภัยส่วนบุคคลทั้งหมด นายจ้าง จป. และฝ่าย HR ควรเร่งทบทวนนโยบาย งบประมาณ และเอกสารที่เกี่ยวข้องให้พร้อมก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เพื่อลดความเสี่ยงทางกฎหมายและสร้างมาตรฐานความปลอดภัยที่ยั่งยืนในองค์กร
เพิ่มความปลอดภัยให้ทีมงานด้วยอุปกรณ์นิรภัยส่วนบุคคลคุณภาพสูงจาก Esco Premium
เมื่อกฎหมายกำหนดให้นายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายอุปกรณ์นิรภัยส่วนบุคคลทั้งหมด การเลือกอุปกรณ์ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากลจึงเป็นปัจจัยสำคัญ ไม่เพียงเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงในการทำงาน และยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ให้คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว
Esco Premium ผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยที่ดำเนินงานมากว่า 30 ปี จำหน่ายอุปกรณ์นิรภัยส่วนบุคคลคุณภาพสูงในราคาส่ง ครอบคลุมทุกรูปแบบงานอุตสาหกรรมและงานภาคสนาม โดยมีทั้งรุ่นมาตรฐานและรุ่นพิเศษที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากล ช่วยให้มั่นใจได้ว่าอุปกรณ์ที่เลือกใช้มีความทนทานและป้องกันความเสี่ยงในแต่ละลักษณะงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ:
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย หากต้องการคำปรึกษาเฉพาะกรณี ควรติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงานโดยตรง
แหล่งอ้างอิง
- ราชกิจจานุเบกษา:ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง ข้อความแสดงสิทธิและหน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้าง สัญลักษณ์เตือนอันตราย และเครื่องหมายเกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (ประกาศ 1 พฤษภาคม 2569): ratchakitcha.soc.go.th/documents/113536.pdf
- กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน: labour.go.th
- กองความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน: osh.labour.go.th
- พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 (มาตรา 17 ซึ่งเป็นฐานอำนาจของประกาศฉบับนี้)