การทำงานกับเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมเป็นงานที่มีความเสี่ยงสูง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรขนาดเล็กในสายการผลิต ไปจนถึงเครื่องจักรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น ปั๊ม ไฮดรอลิก เครื่อง CNC เครื่องกลึง หรือระบบสายพาน หากขาดมาตรการความปลอดภัยที่เหมาะสม อาจนำไปสู่ความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุรุนแรง เช่น การหนีบ บาด เจาะ กระแทก หรือแม้แต่เสียชีวิต
บทความนี้จะอธิบายหลักความปลอดภัยในการทำงานกับเครื่องจักรอย่างถูกวิธี พร้อมวิธีตรวจสอบเครื่องจักรก่อนใช้งาน รวมถึงแนะนำอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ที่ควรใช้ควบคู่กันไป เพื่อช่วยป้องกันอันตรายในที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความเสี่ยงและอันตรายที่พบบ่อยจากการใช้เครื่องจักร
การทำงานกับเครื่องจักรมีความเสี่ยงจากทั้งส่วนที่เคลื่อนที่และปัจจัยแวดล้อมรอบข้าง ซึ่งอันตรายที่พบได้บ่อยมีดังนี้
- การถูกหนีบหรือบด จากชิ้นส่วนที่หมุนหรือเคลื่อนเข้าหากัน
- การถูกบาดหรือเฉือน จากใบมีด หัวกัด หรือชิ้นงานที่มีคม
- การถูกดึงเข้าไปยังชิ้นส่วนเคลื่อนที่ เช่น สายเสื้อ ผม หรือถุงมือ ที่เขาไปติดในเครื่องจักรที่กำลังทำงาน
- การถูกกระแทก จากชิ้นส่วนหรือวัตถุที่กระเด็นออกมาจากเครื่องจักร
- อันตรายจากเสียงดังและแรงสั่นสะเทือน ซึ่งอาจส่งผลต่อการได้ยินและระบบกล้ามเนื้อ
- อันตรายจากไฟฟ้าและความร้อน จากการเดินสายไฟที่ไม่ถูกต้อง หรือการอยู่ใกล้กับเครื่องจักรที่กำลังทำงานมากเกินไป
การรู้เท่าทันความเสี่ยงเหล่านี้ คือพื้นฐานสำคัญของความปลอดภัยในการใช้เครื่องจักร
ทำไมความปลอดภัยในการทำงานกับเครื่องจักรจึงสำคัญ ?
การปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยให้ถูกต้อง จะช่วยลดความสูญเสียทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน ดังนี้
- ลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการถูกบด บาด ฟัน หรือดึงร่างเข้าไปในเครื่อง
- ลดความเสียหายของเครื่องจักรและต้นทุนที่เกิดจากการหยุดสายการผลิต
- ป้องกันความผิดพลาดจากความประมาท เหนื่อยล้า หรือการละเลยการตรวจสอบ
- ช่วยให้สถานประกอบการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล เช่น OSHA และ ISO 45001
หลักปฏิบัติในการทำงานกับเครื่องจักรอย่างปลอดภัย
เมื่อต้องใช้งานเครื่องจักรในโรงงาน ควรยึดหลักดังต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด
- ทำความเข้าใจคู่มือ ข้อกำหนด และการใช้งานอย่างถูกต้อง
- ห้ามสวมเครื่องประดับหรือเสื้อผ้าที่หลวม เพราะอาจถูกเครื่องจักรที่กำลังหมุนอยู่ดึงเข้าไป
- ตรวจสอบความพร้อมของเครื่องจักรก่อนเริ่มงานทุกครั้ง
- หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ส่วนที่เคลื่อนที่หรือหมุนความเร็วสูง
- ตรวจสอบฝาครอบนิรภัยให้อยู่ในตำแหน่งพร้อมใช้งานอยู่เสมอ
- ใช้ปุ่มหยุดฉุกเฉิน (Emergency Stop) อย่างถูกต้อง และควรทดสอบความพร้อมของปุ่มอย่างสม่ำเสมอ
- ห้ามซ่อมบำรุงหรือแก้ไขขณะเครื่องกำลังทำงาน ควรรอให้เครื่องจักรหยุดนิ่งก่อนเสมอ
วิธีตรวจสอบเครื่องจักรก่อนใช้งาน
ตรวจสอบระบบไฟฟ้าและสายเคเบิล
ก่อนเปิดเครื่อง ควรสังเกตความเรียบร้อยของระบบไฟฟ้า เช่น
- สายไฟไม่ชำรุด ฉีกขาด หรือมีร่องรอยไหม้
- ปลั๊กและขั้วต่ออยู่ในสภาพแน่น ไม่หลวม
- ไม่มีน้ำหรือสารเคมีอยู่ใกล้แหล่งจ่ายไฟ
- แผงควบคุมไฟฟ้าปิดสนิทและไม่มีการงัดแงะ
หากพบความผิดปกติควรหยุดใช้งานทันทีและให้ช่างผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบ
ตรวจสอบเฟือง สายพาน และส่วนประกอบที่เคลื่อนไหว
ชิ้นส่วนเคลื่อนที่เป็นจุดเสี่ยงที่ก่อให้เกิดการหนีบหรือบาดได้สูง จึงต้องตรวจความสมบูรณ์เสมอ เช่น
- เฟือง สายพาน โซ่ หรือรอกไม่มีรอยแตก หัก หรือสึกมากผิดปกติ
- สายพานตึงอยู่ในระดับพอดี ไม่หย่อนหรือแน่นจนเกินไป
- ไม่มีเศษวัสดุหรือโลหะตกค้างในร่องเฟือง
- ส่วนหมุนทุกจุดทำงานได้ลื่นไหล ไม่ฝืดหรือสะดุด
หากมีเสียงผิดปกติหรือการเคลื่อนตัวไม่สม่ำเสมอ แสดงว่าต้องซ่อมบำรุงก่อนใช้งาน
ตรวจสอบเสียงและแรงสั่นสะเทือนผิดปกติ
เสียงทำงานของเครื่องจักรสามารถบอกสภาพภายในได้ เช่น
- เสียงดังผิดปกติ เสียงการเสียดสี หรือเสียงกระแทกซ้ำ ๆ มักบ่งบอกการสึกหรอ
- แรงสั่นสะเทือนมากผิดปกติอาจเกิดจากเพลาตั้งศูนย์ไม่ตรง หรือชิ้นส่วนหลวม
การตรวจจับความผิดปกติตั้งแต่ต้น ช่วยป้องกันความเสียหายร้ายแรงของมอเตอร์และชุดขับเคลื่อนได้
ตรวจสอบระบบหล่อลื่นและน้ำมันเครื่อง
การหล่อลื่นที่ไม่เพียงพอสามารถทำให้ชิ้นส่วนสึกหรอเร็วและเกิดความร้อนสูง ควรตรวจสอบดังนี้
- ระดับน้ำมันเครื่องอยู่ในช่วงที่กำหนด
- ไม่มีรอยรั่วซึมบริเวณซีลหรือข้อต่อ
- สีและความข้นของน้ำมันยังปกติ ไม่ขุ่นหรือมีเศษโลหะเจือปน
- ระบบจ่ายน้ำมันหล่อลื่นทำงานตามปกติ (หากเป็นระบบอัตโนมัติ)
หากพบว่าระดับน้ำมันต่ำกว่ากำหนด ควรเติมน้ำมันทันที โดยเลือกใช้ชนิดที่ผู้ผลิตแนะนำเท่านั้น
ตรวจสอบ Safety Guard และเซนเซอร์
Safety Guard เป็นมาตรการป้องกันหลักในการทำงานกับเครื่องจักร เป้าหมายคือป้องกันไม่ให้ร่างกายเข้าไปสัมผัสส่วนที่เคลื่อนที่ จึงต้องตรวจอย่างละเอียด เช่น
- ฝาครอบนิรภัยติดตั้งครบ ไม่หลุด ไม่แตก และล็อกแน่น
- Light Curtain หรือเซนเซอร์ความปลอดภัยตอบสนองตามปกติ
- ไม่มีการดัดแปลงเพื่อปิดการทำงานของตัวเซนเซอร์
หาก Safety Guard ขาดหรือเปิดอยู่ ห้ามเปิดเครื่องเด็ดขาดจนกว่าจะซ่อมเสร็จ
ตรวจสอบปุ่มหยุดฉุกเฉิน (E-Stop)
ปุ่มหยุดฉุกเฉินเป็นสิ่งที่ช่วยลดความรุนแรงของเหตุการณ์ได้ จึงต้องตรวจทุกครั้งที่เริ่มกะงาน
- ลองกดทดสอบว่าเครื่องหยุดทันทีเมื่อกดหรือไม่
- ตรวจสอบว่าปุ่มไม่ติดขัด กดง่าย และดีดกลับได้ตามปกติ
- ตำแหน่งปุ่มมองเห็นได้ชัดเจน ไม่ถูกบดบัง
หากปุ่ม E-Stop ไม่ทำงาน ห้ามเริ่มปฏิบัติงานโดยเด็ดขาด
PPE ที่จำเป็นสำหรับการทำงานกับเครื่องจักร
การสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) เป็นหลักพื้นฐานของความปลอดภัยในการทำงานกับเครื่องจักร เพราะช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุได้อย่างมาก แม้ว่าจะไม่สามารถป้องกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่สามารถลดการบาดเจ็บจากรุนแรงให้กลายเป็นบาดเจ็บเล็กน้อย หรือช่วยให้หลีกเลี่ยงเหตุร้ายแรงได้ PPE ที่ควรใช้มีดังนี้
หมวกนิรภัย
หมวกนิรภัยจำเป็นอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีเครื่องจักรหรือชิ้นส่วนเคลื่อนที่อยู่เหนือศีรษะ เช่น เครน รอก ระบบลำเลียง รวมถึงการทำงานใกล้วัตถุที่อาจหลุดร่วงลงมา
- ช่วยป้องกันการกระแทกจากวัตถุตกใส่
- ช่วยลดความรุนแรงของการชนหรือกระแทกกับโครงสร้างหรือชิ้นส่วนของเครื่องจักร
โดยควรเลือกหมวกที่มีมาตรฐาน เช่น ANSI หรือ EN และต้องปรับสายรัดให้กระชับทุกครั้งก่อนเข้าพื้นที่
แว่นตานิรภัย
แว่นตานิรภัยช่วยป้องกันดวงตาจากเศษวัสดุที่อาจกระเด็นระหว่างทำงาน เช่น สะเก็ดโลหะ เศษไม้ เศษพลาสติก หรือแม้แต่ละอองน้ำมันที่มาจากหัวตัดเครื่องจักร
- ช่วยลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บต่อดวงตา ซึ่งอาจร้ายแรงจนสูญเสียการมองเห็น
- ควรเลือกแบบที่ปิดกระชับ ไม่เกิดฝ้า และทนแรงกระแทกได้ตามมาตรฐาน โดยแว่นแบบครอบตาเต็มรูปแบบ (Goggle) เหมาะกับงานที่มีการกระเด็นมากเป็นพิเศษ
ถุงมือกันบาด
เหมาะสำหรับงานที่ต้องจับชิ้นงานมีคม เช่น แผ่นโลหะ ใบมีด ชิ้นส่วนเหล็ก หรือชิ้นงานตัดเฉือน
- ช่วยลดการบาดลึกจากของมีคม
- ควรเลือกระดับความทนคม (Cut Level) ที่เหมาะสมกับประเภทงาน
อย่างไรก็ตาม ต้องระวังในการใช้กับเครื่องจักรที่หมุนอย่างรวดเร็ว เพราะถุงมืออาจถูกดึงเข้าไปติดในชิ้นส่วนได้
ถุงมือ PU
ถุงมือ PU เป็นถุงมือที่สวมใส่สบาย ไม่ลื่น และช่วยให้หยิบจับงานชิ้นเล็กได้ถนัดมือ เหมาะสำหรับงานประเภท
- งานประกอบชิ้นส่วน
- งานอิเล็กทรอนิกส์
- งานตรวจสอบสินค้า
- งานที่ต้องการความแม่นยำของนิ้วมือ
ถุงมือ PU ช่วยให้จับชิ้นงานได้มั่นใจขึ้น และลดความเสี่ยงจากการลื่นหลุด แม้ไม่ได้เน้นการกันบาดเท่าถุงมือกันคม
รองเท้าเซฟตี้หัวเหล็ก
รองเท้าเซฟตี้เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นในทุกพื้นที่โรงงาน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีเครื่องจักร เครื่องมือหนัก หรือชิ้นส่วนขนาดใหญ่
- หัวรองเท้าเสริมเหล็กช่วยป้องกันแรงกระแทกแรงสูง
- พื้นรองเท้ากันลื่นช่วยลดอุบัติเหตุจากการลื่นไถล
- บางรุ่นมีพื้นกันทะลุ ป้องกันของมีคมตำฝ่าเท้า
ควรตรวจสอบสภาพรองเท้าเสมอ หากสึกมากหรือหัวเหล็กเปิด ควรเปลี่ยนทันที
อุปกรณ์ป้องกันเสียง
เสียงดังจากเครื่องจักร เช่น มอเตอร์ขนาดใหญ่ ปั๊มลม คอมเพรสเซอร์ หรือเครื่องตัดโลหะ สามารถทำให้เกิดการสูญเสียการได้ยินถาวรหากได้รับต่อเนื่องระยะยาว
อุปกรณ์ป้องกันเสียงมีทั้ง
- ที่อุดหู (Earplug)
- ที่ครอบหู (Earmuff)
ควรเลือกให้เหมาะกับระดับเสียงในพื้นที่ โดยดูจากค่า NRR และปฏิบัติตามหลักการ “ได้ยินชัด แต่ไม่ดังรบกวนจนเกินไป”