หมวกนิรภัย ถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์เซฟตี้ที่สำคัญที่สุดในการปกป้องศีรษะจากอุบัติเหตุในสถานที่ทำงาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมก่อสร้าง โรงงาน หรือไซต์งานที่มีความเสี่ยงสูง การเลือกหมวกนิรภัยที่ได้มาตรฐานจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถรับแรงกระแทก ป้องกันวัตถุแหลมคม หรือแม้แต่ทนต่อกระแสไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเข้าใจถึงมาตรฐานหมวกนิรภัยที่ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศ เช่น มอก. และระดับสากลอย่าง ISO, ANSI และ EN จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลือกหมวกนิรภัยที่มีความเหมาะสมกับลักษณะงานได้อย่างดีที่สุด
มาตรฐานหมวกนิรภัยที่ควรรู้
การเลือกหมวกนิรภัยที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแต่ละมาตรฐานจะมีข้อกำหนดเฉพาะ รวมถึงวิธีการทดสอบที่แตกต่างกัน เพื่อรับรองคุณสมบัติด้านการป้องกันอันตรายอย่างครอบคลุม
หมวกนิรภัยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน จะผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวดเพื่อรับรองคุณสมบัติด้านความปลอดภัย โดยแต่ละมาตรฐานมีข้อกำหนดเฉพาะที่แตกต่างกัน ดังนี้
มาตรฐานหมวกนิรภัย มอก.
“มอก.” ย่อมาจาก “มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม” ของประเทศไทย โดยหมวกนิรภัยที่ได้มาตรฐาน มอก. 368-2538 จะต้องผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัย เช่น การดูดซับแรงกระแทก การป้องกันวัตถุแหลมคม และการต้านทานไฟฟ้าแรงดันต่ำถึงปานกลาง เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานในไซต์งานก่อสร้างหรือโรงงานอุตสาหกรรม
หมวกนิรภัยมาตรฐาน ISO
ISO (International Organization for Standardization) เป็นมาตรฐานในระดับสากล ซึ่งมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับหมวกนิรภัยคือ ISO 3873 โดยจะระบุถึงคุณสมบัติของหมวกสำหรับงานทั่วไป เช่น งานก่อสร้างหรืออุตสาหกรรม ที่สามารถช่วยป้องกันศีรษะจากแรงกระแทกหรือสิ่งของตกใส่
หมวกนิรภัยมาตรฐาน ANSI
ANSI (American National Standards Institute) เป็นมาตรฐานของสหรัฐอเมริกา โดยมาตรฐานล่าสุดคือ ANSI/ISEA Z89.1-2014 ซึ่งแบ่งหมวกนิรภัยออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
- ประเภท 1 (Helmet Type I) ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันแรงกระแทกจากด้านบน เช่น งานก่อสร้าง
- ประเภท 2 (Helmet Type II) ออกแบบมาเพื่อป้องกันแรงกระแทกทั้งจากด้านบนและด้านข้าง เช่น ในสถานที่ก่อสร้างหรือพื้นที่ที่มีเครื่องจักรเคลื่อนที่ โดยมักจะมีแผ่นรองหรือเสริมด้านข้างเพิ่มเติมเพื่อให้รองรับแรงต่าง ๆ
นอกจากนี้ยังแบ่งตามความสามารถในการป้องกันไฟฟ้าเป็น 3 ระดับ ได้แก่
- Class E (Electrical) สามารถทนแรงดันไฟฟ้าได้ถึง 20,000 โวลต์
- Class G (General) สามารถทนต่อประจุไฟฟ้าได้สูงถึง 2,200 โวลต์
- Class C (Conductive) ไม่กันไฟฟ้า แต่เน้นการป้องกันแรงกระแทกและอันตรายจากการทะลุทะลวง
หมวกนิรภัยมาตรฐาน EN
มาตรฐาน EN หรือ European Norm เป็นมาตรฐานความปลอดภัยของยุโรป โดยหมวกนิรภัยมาตรฐาน EN 397:2012+A1:2012 จะต้องผ่านการทดสอบทั้งด้านแรงกระแทก แรงเจาะทะลุ การติดไฟ และแรงบีบด้านข้าง เพื่อป้องกันอันตรายจากสิ่งของตกใส่ในงานอุตสาหกรรม
การทดสอบและคุณสมบัติของหมวกนิรภัยตามมาตรฐาน
เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพของหมวกนิรภัย การทดสอบภายใต้มาตรฐานต่าง ๆ จึงถูกกำหนดไว้อย่างเข้มงวด ดังนี้
การกันไฟ (Flammability)
หมวกนิรภัยต้องไม่ลุกไหม้ง่ายเมื่อสัมผัสเปลวไฟ ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งในงานเชื่อม งานซ่อมบำรุง และงานที่เกี่ยวข้องกับความร้อนสูง
การทดสอบการลุกไหม้
ใช้เปลวไฟอุณหภูมิ 800-900 องศาเซลเซียส จ่อที่เปลือกหมวก ผลทดสอบต้องไม่มีเปลวไฟลุกลามบนพื้นผิวหมวก
การกันกระแทก (Force Transmission / Impact Test)
หมวกนิรภัยควรกระจายแรงกระแทกจากวัตถุตกหรือแรงชน เพื่อลดแรงที่ส่งถึงศีรษะของผู้สวมใส่
การทดสอบแรงส่งผ่าน
จะทำการทดสอบหมวกนิรภัยในสภาพร้อนและเย็นอย่างละ 12 ใบ โดยจะปล่อยวัตถุน้ำหนัก 3.6 กิโลกรัมให้กระแทกศีรษะจำลองที่ความเร็ว 5.5 เมตร/วินาที ค่าเฉลี่ยแรงส่งผ่านต้องไม่เกิน 3,780 นิวตัน หรือ 850 แรงปอนด์ (lbf)
การเจาะทะลุ (Apex Penetration)
หมวกนิรภัยต้องสามารถต้านทานแรงจากวัตถุปลายแหลมตกกระทบบริเวณด้านบนโดยไม่ทะลุเข้าถึงศีรษะ
การทดสอบความต้านทานการเจาะทะลุจากด้านบน
ปล่อยวัตถุปลายแหลมหนัก 1 กิโลกรัม จากความสูงที่กำหนดลงบนหมวกที่ติดตั้งในลักษณะสวมใส่จริง หากหมวกสามารถป้องกันไม่ให้วัตถุเจาะทะลุเข้าถึงศีรษะจำลองได้ ถือว่าผ่านมาตรฐาน